วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

ยางรถยนต์-ดูแลยางรถยนต์

การดูแล ยางรถยนต์

ยางรถยนต์

           ยางรถยนต์ เป็นอุปกรณ์ที่มีสำคัญส่วนหนึ่งของรถยนต์ ให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ขับเคลื่อนไปในทิศทางต่าง ๆ ด้วยความนุ่มนวลในการขับขี่ ยางรถยนต์ได้รับการพัฒนามาโดยตลอดด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพ  ประสิทธิภาพ  สมรรถนะสูงควบคู่ไปกับเทคโลโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างสูดสุด

          ยางรถยนต์  เมื่อถูกใช้งานก็ย่อมสึกหรอไปตามระยะทางและระยะเวลาในการใช้งาน การดูแลรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง  จะช่วยให้การใช้ยางรถยนต์เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน ในทางกลับกันหากขาดการดูแลรักษาอย่างถูกต้องถูกวิธีและใช้อย่างขาดความระมัดระวัง ยางรถยนต์ก็อาจได้รับความเสียหายไปก่อนที่ยางรถยนต์จะหมดอายุดการใช้งานตามปกติ ถึงแม้ผู้ผลิตจะผลิตยางรถยนต์ออกมาให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพดีเพียงใดก็ตาม หากผู้ใช้ ใช้ยางรถยนต์ไม่ถูกต้องแล้ว จะทำให้ได้รับประสิทธิภาพยางรถยนต์ไม่เต็มที่และทำให้ยางรถยนต์เสียหายก่อนกำหนด ดังนั้นยางรถยนต์จะให้ประโยชน์คุ้มค่าทุกด้านอย่างเต็มที่ขึ้นอยู่กับการใช้ยางรถยนต์ที่ถูกต้อง สำหรับการใช้ยางรถยนต์ที่ถูกต้องขอแนะนำดังนี้

          11 ข้อน่ารู้ สำหรับยางรถยนต์ (ที่มา http://www.goodyear.co.th)

1. ยางรถยนต์ ที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?
          การเติมลมยางรถยนต์ให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญ และจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายางรถยนต์ ยางรถยนต์ที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดไว้ โดยปกติแล้วอัตราเติมลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิด ที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตู หรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย
          แต่หากท่านมิได้ใช้ยางรถยนต์ขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ได้มาตราฐาน
          ยางอะไหล่ ท่านควรเติมลมไว้ให้มากกว่ามาตราฐาน 3-4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้

2. การใช้ลมอ่อนเกินไป จะมีผลอย่างไรต่อยางรถยนต์ที่ใช้อยู่ ?
          การใช้ยางรถยนต์ที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ กล่าวคือ ในขณะรถวิ่ง ยางรถยนต์จะเกิดความร้อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตราฐาน และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น

3. ควรตรวจเช็คลมยางรถยนต์เมื่อไร ?
          ท่านควรตรวจเช็คลมยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางรถยนต์ยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้น ความดันลมในยางรถยนต์จะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางรถยนต์ยังไม่ร้อน หรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน
          ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางรถยนต์ของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยางรถยนต์ที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียยล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตราฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน

4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยางรถยนต์
          วัตถุประสงค์หลักของการสลับยางรถยนต์ ก็เพื่อให้ยางรถยนต์ทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยางรถยนต์ ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางรถยนต์ทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางรถยนต์ในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก
          หากยางรถยนต์เกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงาน เพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที
          โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางรถยนต์ล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางรถยนต์ล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง

5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ
          หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยางรถยนต์ และกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยางรถยนต์ ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยางรถยนต์ และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ

6. เมื่อไรจึงควรจะถ่วงล้อ
          ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ เมื่อมีการสลับยางรถยนต์ สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางรถยนต์ที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่ เมื่อยางรถยนต์แตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางรถยนต์ที่ได้มาตราฐานเท่านั้น

7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร
          การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยางรถยนต์ ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเป็คของรถ
          นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูง และการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็ค ล้อรถกับตัวถัง หรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรง หรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ยางรถยนต์สึกผิดปกติ

8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ

          เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางรถยนต์เกิดการสึกที่ผิดปกติแล้ว ยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางรถยนต์ที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน และชีวิตของท่าน

9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางรถยนต์ชุดใหม่
          ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบา สมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก ใช้ยางรถยนต์กับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม อย่าเลือกใช้ยางรถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่ายางรถยนต์ที่ติดรถมา ทั้งนี้เพราะยางรถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางรถยนต์ให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิต หรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ชำนาญงานเท่านั้น
          ควรใช้ยางรถยนต์ชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางรถยนต์ต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางรถยนต์ที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน ก็ควรจะใช้ยางรถยนต์ชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน
          หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางรถยนต์ต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางรถยนต์ที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางรถยนต์ซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางรถยนต์ซีรีส์สูงกว่าเป็นยางรถยนต์หน้า
          เมื่อท่านเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่แล้ว ท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางรถยนต์ชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางรถยนต์ชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางรถยนต์ชุดเก่าที่ท่านเคยใช้
          ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้

10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน
          อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่ และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยางรถยนต์ เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน

11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางรถยนต์หรือไม่
          นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง

ดูแลรักษายางรถยนต์อย่างถูกต้อง ปลอดภัยกับตัวท่านและคนที่ท่านรัก

มาเรียนรู้เกี่ยวกับยางรถยนต์ และ เปลี่ยนยางรถยนต์แบบมืออาชีพกันครับ
ประกันภัยรถยนต์ ราคาทุน ถูกที่สุด เหมาะสำหรับรถทุกคัน